1 / 34

การตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสี ( Radiographic Testing )

การตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสี ( Radiographic Testing ). ต้นกำเนิดรังสี. รังสีเอกซ์หรือรังสีแกมม่า. ชิ้นงาน. ความไม่ต่อเนื่อง. ฟิล์ม. ภาพถ่ายรังสี. รูปที่ 1 แสดงหลักการเบื้องต้นของการถ่ายภาพรังสี. ตารางที่ 1.1 แสดงข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของการตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสี.

Download Presentation

การตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสี ( Radiographic Testing )

An Image/Link below is provided (as is) to download presentation Download Policy: Content on the Website is provided to you AS IS for your information and personal use and may not be sold / licensed / shared on other websites without getting consent from its author. Content is provided to you AS IS for your information and personal use only. Download presentation by click this link. While downloading, if for some reason you are not able to download a presentation, the publisher may have deleted the file from their server. During download, if you can't get a presentation, the file might be deleted by the publisher.

E N D

Presentation Transcript


  1. การตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสีการตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสี (Radiographic Testing)

  2. ต้นกำเนิดรังสี รังสีเอกซ์หรือรังสีแกมม่า ชิ้นงาน ความไม่ต่อเนื่อง ฟิล์ม ภาพถ่ายรังสี รูปที่1 แสดงหลักการเบื้องต้นของการถ่ายภาพรังสี

  3. ตารางที่ 1.1 แสดงข้อได้เปรียบและเสียเปรียบของการตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสี

  4. รังสีเอกซ์และรังสีแกมม่ารังสีเอกซ์และรังสีแกมม่า รังสีทั้งสองชนิดนี้ไม่มีความแตกต่างทางกายภาพ ดังนั้นจึงไม่สามารถแยกชนิดได้หากไม่ทราบแหล่งที่มาของรังสี ความแตกต่างอยู่ตรงที่แหล่งกำเนิดรังสี รังสีเอกซ์ ( X – Ray ) เป็นรังสีที่สร้างขึ้นโดยใช้พลังงานไฟฟ้า ส่วนรังสีแกมม่า (-Ray) เป็นรังสีที่ได้จากการสลายตัวตามธรรมชาติของสารกัมมันตรังสี

  5. รูปที่ 2 แสดงหลอดรังสีเอกซ์ 1. คาโทด 2. อาโนด 3. ไส้หลอด 4. Focusing Cup 5. เป้าหมาย (Target)

  6. ความเข้ม (Density) D =Log I0 / It โดยที่ D = ความเข้มของฟิล์ม I0 = ความเข้มของแสงที่ตกกระทบฟิล์ม It = ความเข้มของแสงที่ส่องผ่านฟิล์ม หมายเหตุ : ค่าที่ยอมรับได้ของความเข้มอาจอยู่ในช่วง 1.8 – 3.0 หรือ จาก 1.5 - 3.5 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ มาตรฐานที่อ้างอิงถึง

  7. เอกซ์โพเชอร์ (Exposure) รูปที่ 3 แสดงเอกซ์โพเชอร์ชาร์ทของฟิล์ม Agfa D4, ชิ้นงาน อลูมิเนียมความเข้ม 2.0 SFD 70 cm Dev.G121, 29C, 8 min ไม่ใช้ฉากตะกั่ว

  8. ตัวอย่างที่ 1ต้องการถ่ายภาพรังสีของอลูมิเนียมที่มีความหนา 1 นิ้วจงเลือกค่าเอกซ์โพเชอร์และกิโลโวลท์ เพื่อให้ได้ความเข้มของฟิล์มเท่ากับ 2.0 สมมุติเลือกใช้ค่ากิโลโวลท์เท่ากับ 130 Kv จากกราฟเอกซ์โพเชอร์ได้ค่าเอกซ์โพเชอร์ 5 mA.Min เมื่อเลือกค่ามิลลิแอมป์4mA ดังนั้นต้องใช้เวลาเท่ากับ5 / 4 = 1.25Min

  9. เส้นโค้งลักษณะเฉพาะ (CharacteristicCurve) รูปที่ 4 แสดงเส้นโค้งลักษะเฉพาะ

  10. ตัวอย่างที่ 2 ในการถ่ายภาพรังสีครั้งหนึ่งใช้ค่าเอกซ์โพเชอร์ 70 mA.Min พบว่าได้ความเข้มของฟิล์ม เท่ากับ 3.5 ให้ทำการคำนวณปรับค่าเอกซ์โพเชอร์ใหม่เพื่อให้ได้ความเข้มของ ฟิล์มเป็น 2.0 จากรูปที่ 4 ที่ความเข้มของฟิล์ม 3.5 Log Relative Exposure เท่ากับ 2.50 ที่ความเข้มของฟิล์ม 2.0 Log Relative Exposure เท่ากับ 2.26 ความแตกต่างของค่า Log Relative Exposure เท่ากับ 0.24 ค่าเอกซ์โพเชอร์ใหม่เท่ากับ 70 / 100.24 เท่ากับ 40 mA.Min

  11. ตารางที่ 1.4 แสดงตัวประกอบปรับค่าสำหรับวัสดุชนิดต่างๆ เมื่อเทียบกับเหล็ก

  12. ตัวอย่างที่ 3ต้องการถ่ายภาพรังสีของชิ้นงานอลูมิเนียมหนา 100 มม. โดยใช้รังสีเอกซ์ 150 Kv ให้คำนวณความหนาเทียบเท่ากับเหล็กเพื่อให้กราฟเอกซ์โพเชอร์ร่วมกับเหล็ก จากตารางที่ 1.4 ได้ค่าตัวประกอบปรับค่าเท่ากับ 0.12 ดังนั้นความหนาเทียบเท่ากับเหล็กเท่ากับ 100  0.12 =12.0 mm.

  13. ความไม่คมชัดเรขาคณิต (GeomatricUnsharpness) Ug = ( F  t ) / d โดยที่Ug = ความไม่คมชัดเรขาคณิต F = ขนาดของต้นกำเนิดรังสี t = ระยะจากผิวบนชิ้นงานถึงฟิล์ม d = ระยะจากต้นกำเนิดรังสีถึงผิวบน ของชิ้นงาน

  14. รูปที่ 5 แสดงการเกิดความไม่คมชัดเรขาคณิต

  15. ตารางที่ 1.5 แสดงค่าจำกัดของความไม่คมชัดเรขาคณิต

  16. ความไวในการตรวจสอบ ( Sensitivity ) ความไวในการตรวจสอบหมายถึง ขนาดของความไม่ต่อเนื่องที่เล็กที่สุดเท่าที่สามารถตรวจพบได้ สำหรับการตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายรังสีมักกำหนดให้เท่ากับ 2 % ของความหนาของชิ้นงาน ตัวอย่างเช่นภาพถ่ายรังสีของชิ้นงานที่มีความหนา 50 มม. และกำหนดให้มีความหนา 1 มม. ขึ้นไปได้ การถ่ายภาพรังสีสามารถทำให้มีความไวในการตรวจสอบต่ำกว่า 2 % ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของการตรวจสอบ

  17. ตัววัดคุณภาพของภาพถ่ายรังสีตัววัดคุณภาพของภาพถ่ายรังสี ตัววัดคุณภาพของภาพถ่ายรังสี (Image Quality Indicator, IQI) เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้สามารถยืนยันขนาดของความไม่ต่อเนื่องที่เล็กที่สุดที่สามารถตรวจพบได้ โดยเปรียบเสมือนการสร้างความไม่ต่อเนื่องจำลองขึ้นบน ชิ้นงาน ตัววัดคุณภาพของภาพถ่ายรังสีที่นิยมใช้คือ 1. ตัววัดคุณภาพตามมาตรฐาน ASTM / ASME 2. ตัววัดคุณภาพของภาพตามมาตรฐาน DIN

  18. รูปที่ 6 แสดงตัววัดคุณภาพของภาพถ่ายรังสีตามมาตรฐาน ASTM / ASME

  19. รูปที่ 7 แสดงตัววัดคุณภาพของภาพถ่ายรังสีตามมาตรฐาน DIN

  20. % S = ( W / T )  100 โดยที่ % S = ความไวในการตรวจสอบ W = เส้นผ่าศูนย์กลางของลวด T = ความหนาของชิ้นงาน

  21. ตารางที่ 1.6 แสดงขนาดเส้นลวดของตัววัดคุณภาพของ ภาพถ่ายรังสีตามมาตรฐาน DIN

  22. ฟิล์มสำหรับการถ่ายภาพรังสีฟิล์มสำหรับการถ่ายภาพรังสี ฟิล์มสำหรับการถ่ายภาพรังสีมีส่วนประกอบ 3 ส่วนดังแสดงในรูปที่ 8 คือ 1. พลาสติคใสที่มีความยืดหยุ่นดี 2. สารไวแสง 3. สารเคลือบป้องกันการขีดข่วน

  23. 3 2 1 2 3 รูปที่ 8 แสดงส่วนประกอบของฟิล์ม 1. พลาสติคใส 2. สารเคลือบไวแสง 3. สารเคลือบป้องกันการขีดข่วน

  24. ตารางที่ 1.7 แสดงการแบ่งประเภทของฟิล์มตาม ASTM

  25. คอนทราสและแลททิจูด (ContrastandLatitude) คอนทราสหมายถึงความแตกต่างระหว่างความเข้มของภาพถ่ายรังสีในสองบริเวณที่อยู่ชิดกัน เช่นบริเวณความไม่ต่อเนื่องและบริเวณปกติ ดังนั้นหากภาพถ่ายรังสีมีคอนทราสดีมีผลมาจาก 1. การใช้รังสีพลังงานต่ำ 2. เลือกใช้ฟิล์มที่มีคอนทราสดี 3. ใช้ฉากกรองรังสี 4. ใช้ฉากตะกั่วประกบฟิล์ม 5. ลดการเกิดรังสีกระเจิง

  26. รูปที่ 9 แสดงความหมายของคอนทราสและแลททิจูด

  27. ความปลอดภัย หลักการเบื้องต้นของความปลอดภัยในการปฎิบัติงานคือ ต้องควบคุมปริมาณรังสีที่จะสัมผัส ผู้ปฎิบัติงานให้น้อยที่สุดหรืออย่างมากที่สุดต้องไม่เกินค่ามาตรฐานสำหรับความปลอดภัยซึ่งสามารถควบคุมได้โดย 1. ควบคุมเวลาที่รับรังสีให้น้อยที่สุด 2. ควบคุมระยะจากแหล่งรังสีให้มากที่สุด 3. ใช้ฉากบังรังสี

  28. REM โดยมาตรฐานของความปลอดภัยผู้ปฎิบัติงานกับรังสีสามารถรับรังสีได้ไม่เกิน 5 REM ต่อการทำงาน 1 ปี และไม่เกิน 3 REM ต่อการทำงาน 13 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ส่วนผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรังสีอนุญาตให้รับรังสีได้เพียง 1/ 10 ของค่านี้เท่านั้น

  29. ตารางที่ 1.8 แสดงผลของการรับรังสีต่อมนุษย์ (ต่อครั้งทั้งร่างกาย)

  30. รูปที่ 10 แสดงผลการรับรังสี 22000 REM ที่มือ (เป็นเวลา 5 ปีหลังจากการรับรังสี)

  31. อุปกรณ์ตรวจการรับรังสี (Direct Reading Dosimeters, DRD) เนื่องจากรังสีที่ใช้ในการถ่ายภาพรังสีเป็นอันตรายต่อสุขภาพหากได้รับรังสีนั้นมากเกิน มาตรฐาน ดังนั้นผู้ปฎิบัติการต้องมีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจรับรังสีได้ ซึ่งมีอยู่หลายชนิดยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ตรวจการรับรังสีส่วนบุคคล ดังแสดงในรูปที่ 11

  32. รูปที่ 11 อุปกรณ์ตรวจการรับรังสี

  33. มิเตอร์สำรวจ (Survey Meter) อุปกรณ์การตรวจรับรังสีไม่สามารถตรวจได้ว่าบริเวณใดมีความเข้มของรังสีเป็นปริมาณเท่าใด ดังนั้นจึงต้องมีอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่สามารถตรวจวัดปริมาณความเข้มของรังสี เรียกว่ามิเตอร์สำรวจ ดังแสดงในรูปที่ 12

  34. รูปที่ 12 แสดงมิเตอร์สำรวจ

More Related